ชาผู่เอ๋อร์สุกคืออะไร





ชาผู่เอ๋อร์ที่ใช้กระบวนการหมักด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อเร่งอายุใบชา เรียกว่า ชาสุก

ชาสุกจะใช้วัตถุดิบจากใบชาดิบที่ผ่านกระบวนการต่างๆมาเรียบร้อยแล้ว จึงนำมา

หมักบ่มในโรงหมักปลอดเชื้อซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอด 24 ชม.

ระยะเวลาการหมักนี้จะใช้เวลาโดยประมาณไม่เกิน 90 วัน

 

 

 

 

หากย้อนไปในสมัยอดีตชาผู่เอ๋อร์มีเฉพาะแค่ชาดิบเท่านั้น การจะดื่มชาผู่เอ๋อร์ ที่รสชาติดีได้นั้น

จะต้องนำชาอัดก้อนไปเก็บไว้เป็นระยะเวลา นับสิบปีก่อนถึงจะนำมาดื่มซึ่งต้องใช้ความอดทนรอ

อย่างยาวนาน ซึ่งเทคนิคการหมักชาผู่เอ๋อร์ของโรงงานเมิ้งไห่เพิ่งจะคิดค้นได้ครั้งแรกในปี 1973

ถือเป็นการพลิกประวัติ์ศาสตร์วงการชาผู่เอ๋อร์เป็นอย่างมากในสมัยนั้น และก็ได้มีการพัฒนาสูตร

การหมักชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณประโยชน์จากใบชาเอาไว้ให้ได้มากที่สุดอีกทั้งการหมัก

ชาที่ได้รสชาติที่หลากหลาย ทำให้ยี่ห้อต้าอี้มีผลิตภัณฑ์ชาสุก ส่งสู่ท้องตลาดชาเยอะมากที่สุด
ในปัจจุบันนี้

 

 


เทคโนโลยีการหมักหรือเร่งอายุใบชาโดยใช้เชื้อจุลินทรีย์เป็นตัวเข้าช่วยให้ชาสุกเร็วขึ้นนั้น ก็มี
ทั้งข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการหมัก ข้อดีที่เกิดขึ้นคือจะได้รสชาติที่นุ่มละมุน ดื่มง่าย
กลิ่นหอม สารคาเฟอีนและแทนนินจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายไประหว่างกระบวนการหมักใบชา
จะมีสารบางชนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของใบชา เพิ่มขึ้นมาระหว่างการหมักซึ่งสารหลาย
ชนิดที่เพิ่มขึ้นมาล้วนมีคุณประโยชน์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และช่วยลด
ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดได้ดี (อ่านต่อสารประกอบในชาสุก) ข้อเสียที่เกิดขึ้นคือรสชาติ
ที่ไม่สามารถเลียนแบบการหมักตัวตามธรรมชาติได้ หากเราเก็บชาดิบให้กลายเป็นชาสุกเอง
ตามธรรมชาติก็อาจจะใช้ระยะเวลานานนับสิบปี ซึ่งรสชาติของหมักตัวตามธรรมชาติของชาดิบ
นั้น ความหวาน ความหอม ความชุ่มคอจะมีมากกว่าชาสุกที่เร่งอายุอยู่มากนั้นเอง

 

ชาผู่เอ๋อร์สุกเป็นชาที่เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นดื่มชาผู่เอ๋อร์และผู้ที่ไม่เคยดื่มชา เพราะรสชาติจะนุ่มนวล ดื่มง่าย ด้วยเทคนิคพิเศษลับแบบฉบับต้าอี้
ทำให้การหมักชาได้รสชาติที่แตกต่างจากชาสุกยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งคนที่ไม่เคยดื่มชาผู่เอ๋อร์ ถ้าหากลองดื่มครั้งแรกจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์
(กลิ่นหมัก)ซึ่งทางต้าอี้เล็งเห็นว่าการขจัดกลิ่นหมักย่อมทำได้และทำให้คนที่ต้องการดื่มชาผู่เอ๋อร์เพื่อสุขภาพหันมาดื่มชาผู่เอ๋อร์กันได้ไม่ยาก

 

ชาสุกอุดมไปด้วยสารต่างๆที่ช่วยในด้าน ลดน้ำตาลในเลือด ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด และลดความดันโลหิต ซึ่งหากจะต้องการดื่มเพื่อหวัง
ผลก็ต้องเคร่งครัดในการกิน ดื่ม การดื่มหลังอาหารจะได้ผลดีมากที่สุด ความเชื่อที่ผิดๆ ที่ว่าชงเข้มๆจะทำให้ได้ผลดี การที่เราชงเข้มซึ่งจะทำ
ให้ร่างกายของเราดูดซึมยาก และการที่เราดื่มที่ละมากๆในครั้งเดียวก็ไม่สู้ดื่มแต่น้อยค่อยๆจิบ ระดับการชงความเข้มข้นที่ดื่มดีที่สุด คือ สีของ
น้ำชาต้องสว่างสามารถส่องมองเห็นแสงทะลุไปอีกฝั่งนึงของแก้วได้ ควรดื่มขณะร้อนหรืออุ่น ไม่ควรแช่เย็นแล้วดื่มจะไม่เห็นผลตามต้องการ

 

ชาสุกหากเก็บรักษาไว้ในสถานที่เหมาะสมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการของใบชาไปในทางที่รสชาติดีขึ้นเพราะด้วยสูตรการหมักหลายระดับการหมักแบบอ่อนๆทำให้ยังคงลักษณะเด่นของชาดิบในเรื่องการพัฒนาด้านรสชาติต่อไปได้ หากเก็บไว้รสชาติจะหวานขึ้นชัดเจน คุณประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราจะเก็บชาดิบหรือชาสุกล้วนได้รับการพัฒนาด้านรสชาติทั้งสิ้น