ระยะเวลาที่เหมาะสมของชาต้าอี้ =A (Aging)

          ระยะเวลาที่เหมาะสม =A (Aging)
          ระยะเวลาที่เหมาะสม สื่อถึงชายิ่งเก่ายิ่งหอม โดยทั่วไปแล้ว ใบชาที่สดใหม่เปรียบได้กับเยาวชนรุ่นน้อย มีความแตกต่างเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง บ้างมีที่แข็งแรงแต่ไม่ทนทาน บ้างมีกลิ่นความสดแต่ไม่นุ่มนวล บ้างก็เป็นแค่เพียงรสฝาดแต่ไม่ขม ไม่ก็เป็นแค่ขมแต่ไม่หวาน ดังนั้นชาผู่เอ่อร์ต้าอี้จึงได้มีการควบคุมดูแลตั้งแต่ขั้นวัตถุดิบ จนถึงขั้นตอนการเพิ่มอายุวัตถุดิบจำนวนนับหมื่นตัน โดยจะยึดตามลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบแต่ละชนิดในการออกแบบการเพิ่มอายุ เพื่อให้ได้รูปแบบวัตถุดิบที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุด ระยะเวลาที่เป็นตัวช่วยการเพิ่มความอายุของใบชาตามธรรมชาติ ทำให้ผู้บริโภคได้กลิ่นและรสชาติของชาเก่า ปัจจัยไม่เพียงแต่เป็นรสชาติชาที่บริสุทธิ์ กาลเวลาที่ยาวนานก็เป็นตัวส่งเสริมที่ดีเช่นกัน ดังคำอธิบายได้ ดังต่อไปนี้

          1. รสเก่าที่กลมกล่อม
          ชาผู่เอ่อร์ที่เพิ่งผ่านกระบวนการการผลิต อาจจะมีทั้งรสขมและฝาดทั้งค่อนข้างเข้มข้น แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ส่วนผสมในใบชาที่มีอยู่ เช่นการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของโพลีฟีน จะทำให้เรารู้สึกได้ว่าไม่ขมหรือฝาดเกินไปเหมือนในช่วงแรก แต่จะได้รสชาติที่อ่อนนุ่มกลมกล่อมแทน
สีชาเก่าบางครั้งเกิดจากการสลายสารรังควัตถุ ซึ่งส่งผลให้เกิดการชะลอตัวหรือลดลงของธาตุโลหะ ทำให้สีน้ำชาสดใส
รสหอมฝาดที่ผ่านกระบวนการออกซิไดซ์ การคัดแยก การย่อยสลาย หรือไอโซเมอริซึม(Isomerism) อันเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีเป็นต้น จะค่อยๆแปรเปลี่ยนรูปแบบที่ซับซ้อน ค่อยๆ ลดสารที่ทำให้มึนเมา ชาผู่เอ่อร์ที่ยิ่งเก่า ไม่เพียงแต่มีความหอม แต่ยังมีรสชาติความเก่าของชา ไร้รสฝาด มีความกลมกล่อมนุ่มละมุนลิ้น

          2. การรักษาความสมบูรณ์ของชาเก่าที่เหมาะสม
          การรักษาสภาพความสมบูรณ์ของชาผู่เอ่อร์นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของชา โดยชาดิบจะมุ่งเน้นไปที่สารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนชาสุกจะมุ่งเน้นไปที่สารลดไขมัน(hypolipidemic) ทั้งนี้อยู่ที่ปริมาณของมวลสารของการรักษาสมดุลความแข็งแรงสมบูรณ์
          กาลเวลาแห่งการหล่อหลอมชาผู่เอ่อร์ ทำให้ส่วนผสมภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบสำคัญก็เปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าส่วนผสมที่น้อยสุดภายในชาดิบและชาสุกจะปรากฏเด่นชัดหรือไม่ อย่างไรก็ยังคงเน้นการรักษาความสมบูรณ์เอาไว้
ปริมาณสารโลวาสแตติน(Lovastatin) ในชาสุกผู่เอ่อร์ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลา 5 ปี จะช่วยเพิ่มสารลดไขมัน (hypolipidemic) ให้ได้มากยิ่งขึ้น

          “ชา,สีเทา, ต้นสูงสามสิบฟุต, ถึงเมืองหยางเซี่ยนไม่เปลี่ยนรูป, เก็บได้ยาวนาน, รสชาติเป็นเลิศ” เป็นการบรรยายลักษณะเด่นของชาผู่เอ่อร์ไว้ในหนังสือเจียจิ้งต้าหลี่《嘉靖大理府志》 โดยผู้แต่งนามว่า หลี่หยวนหยาง

          ยิ่งเก่ายิ่งหอมเป็นลักษณะเด่นของชาผู่เอ่อร์ ชาที่ดีก็เหมือนกับไวน์ที่ดี ล้วนต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บรักษาบ่มเพาะความเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาผู่เอ่อร์ที่มีชื่อเสียงกล่าวขานกันว่า “ผลิตเมื่อรุ่นปู่ จำหน่ายในรุ่นหลาน” โดยชาผู่เอ่อร์ที่ผ่านระยะเวลาแห่งการหล่อหลอมบ่มเพาะแล้วให้เกิดความรู้สึกถึงความเก่าของชา
          ความเก่าของชาตามธรรมชาติ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชา ความนิยมในการดื่มชาผู่เอ่อร์ เป็นการต่อชีวิตของชาผู่เอ่อร์ในวงการชา จากที่เคยเงียบเหงาก็ทำให้มีความนิยมในชาเก่าเกิดขึ้น เมื่อชาเข้าสู่กระแสเลือดของร่างกายมนุษย์ก็ได้หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งกับมนุษย์ไปตลอดชีวิต
          ความเก่าของชาคือหนึ่งในลักษณะที่ผ่านกระบวนการเทคนิคการเพิ่มอายุ ซึ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับชา ฟังคำร่ำลือจากคนอื่นไม่เท่ากับได้ลิ้มรสด้วยตนเอง แต่คำกล่าวขานเหล่านี้ก็สามารถก่อให้เกิดชื่อเสียงที่กึกก้อง สัมผัสรับรู้ กระตุ้นต่อมอยาก จนเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของการดื่มชาผู่เอ่อร์

 

ตอนหน้า >>> การแบ่งกลุ่มในผลิตภัณฑ์ชาต้าอี้

 

ช่วยแชร์บทความนี้เพื่อเป็นความรู้ให้คนทั่วไปได้อ่านกันด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ